วันพฤหัสบดีที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2558

Learning Log 3 นอกห้องเรียน

Learning Log
ครั้งที่ 3
สิ่งที่ได้เรียนรู้นอกห้องเรียน
สิ่งที่ได้เรียนรู้นอกห้องเรียน คือ การฝึกอ่านและคิดวิเคราะห์ จากหนังสือ ความรู้ความเข้าใจเรื่องภาษาเพื่อการแปล จากทฤษฎีสู่การปฏิบัติ (Understanding Language to Translate : from theories to practice)” ซึ่งหัวข้อที่ดิฉันสนใจ คือ โครงสร้างทางไวยากรณ์และโครงสร้างทางความหมาย หัวข้อดังกล่าวมีความสำคัญต่อการแปลประโยคพื้นฐานในภาษาอังกฤษ เพราะหากดิฉันเข้าใจโครงสร้างทางไวยากรณ์ก็จะส่งผลให้ดิฉันเข้าถึงโครงสร้างทางความหมายของภาษาต้นฉบับมากขึ้น
การแปลนั้นจะประกอบด้วยสองส่วนคือ ส่วนรูปและส่วนความหมาย นั่นคือ กระบวนการแปลเกี่ยวข้องกับภาษาอย่างน้อยสองภาษา และความหมายหรือสาร (message) เช่น เมื่อเราต้องการบรรยายลักษณะของผลแอปเปิ้ลนั้น เราอาจทำได้โดยการพูดถึงสี รูปทรง ส่วนประกอบต่าง ๆ เป็นต้น และในการบรรยายภาษาหนึ่ง ๆ นั้นอาจทำได้โดยการพูดถึงเสียง ไวยากรณ์ และคำศัพท์ โดยที่ความหมายก็คือสารที่สื่อออกมาโดยใช้เสียง ไวยากรณ์ และคำศัพท์ ซึ่งก็คือรูปของภาษา

               องค์ประกอบสำคัญของภาษามี 3 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ระบบเสียง (phonology) และระบบเขียน (writing system), ระบบไวยากรณ์ (grammar) ซึ่งก็คือ กลไกที่ใช้ในการใช้ภาษาพูดและภาษาเขียน และระบบความหมาย (semantic) โดยส่วนใหญ่แล้วการแบ่งองค์ประกอบของภาษาจะพูดถึงเพียงระบบเสียงเป็นสำคัญ เพราะเป็นรูปแบบการใช้ภาษาที่พัฒนาก่อน  ต่อมาจึงเรียนรู้การเขียนโดยมีผู้สอน และระบบการเขียนก็มีบทบาทสำคัญในการดำเนินชีวิต
ไวยากรณ์ คือ กลไกในการนำคำต่าง ๆ  ในภาษามาจัดรวมเข้าด้วยกัน เป็นตัวกลางในการเชื่อมความหมายกับคำพูดที่เปล่งออกมาหรือที่เขียนไว้ ความหมายของข้อความหนึ่ง ๆ ที่สื่อออกมาได้โดยผ่านภาษานั้น จะต้องเปลี่ยนให้อยู่ในรูปของคำโดยอาศัยเสียงหรือตัวอักษรต่าง ๆ ประกอบขึ้น จากนั้นจะต้องจัดคำต่าง ๆไว้ด้วยกันตามกฎไวยากรณ์ เพื่อให้เป็นกลไกที่สามารถสื่อความหมายออกมาได้
โครงสร้างของภาษาที่แบ่งเป็นลำดับชั้นตามแนวคิดของทฤษฎี Tagmemics ซึ่งเป็นโครงสร้างของระบบไวยากรณ์ (grammatical structure) และ Longacre จัดให้เป็นโครงสร้างผิว (surface structure) ซึ่งก็คือโครงสร้างของภาษาที่มีตัวตนที่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาในภาษาเขียน และได้ยินในภาษาพูด จัดเป็นโครงสร้างที่คุ้นเคยกันอยู่ การแบ่งเป็นระดับต่าง ๆ ก็จะใช้ชื่อที่คุ้นเคย เช่น คำ วลี ประโยค ย่อหน้า เป็นต้น
ส่วนโครงสร้างทางความหมายก็สามารถจัดแบ่งเป็นลำดับชั้นกันไปเป็นระดับได้ในแบบเดียวกัน  เรียกว่า โครงสร้างในความคิด” (notional structure) เพราะ ความหมายเป็นสิ่งที่อยู่ในความคิด ไม่ได้มีตัวตนที่มองเห็นหรือได้ยิน แม้จะจัดระดับเป็นลำดับชั้นได้ในแบบเดียวกัน แต่ระดับต่าง ๆ ของโครงสร้างทางความหมายก็มีชื่อเรียกที่อาจจะไม่คุ้นเคยกันนัก
ในการแปลนั้น ผู้แปลจะต้องศึกษาโครงสร้างพื้นผิวหรือโครงสร้างทางไวยากรณ์ เพื่อให้สามารถเข้าถึงโครงสร้างทางความหมายของภาษาต้นฉบับ ไม่ว่าจะเป็นระดับมโนทัศน์หรือระดับประพจน์ เป็นต้น จากนั้นผู้แปลจะต้องถ่ายทอดความหมายโดยสื่อผ่านทางโครงสร้างพื้นผิวของภาษาฉบับแปล และผู้แปลควรรู้ว่า โครงสร้างทางไวยากรณ์และโครงสร้างทางความหมายนั้นไม่ได้มีความสัมพันธ์สอดคล้องกันแบบระดับต่อระดับอย่างตรงไปตรงมาเพียงแบบเดียว แต่ยังสามารถมีความสัมพันธ์ไขว้กับอีกระดับหนึ่งได้เช่นกัน เรียกว่า มีความสัมพันธ์กันได้หลากหลายลักษณะ (skewing)
ตัวอย่างเช่น I heard John’s call. จัดเป็นโครงสร้างระดับประโยคในโครงสร้างพื้นผิวหรือโครงสร้างทางไวยากรณ์ แต่เมื่อดูในโครงสร้างทางความหมายหรือโครงสร้างทางความคิดแล้วปรากฏว่า มีสิ่งที่เกิดขึ้นสองอย่างหรือมีสองประพจน์ คือ John is call. กับ I heard. หากสื่อความหมายที่เกิดขึ้นสองอย่าง จะได้ประโยคสองประโยคที่เชื่อมเข้าด้วยกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นได้ในภาษาอังกฤษ คือ John called and I heard.
ดังนั้น การสื่อความหมายสิ่งที่เกิดขึ้นสองอย่าง หรือสองประพจน์นี้ด้วยประโยคเพียงประโยคเดียว จึงทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างทางไวยากรณ์กับโครงสร้างทางความหมาย มีลักษณะที่ไม่ใช่หนึ่งต่อหนึ่ง หรือตรงไปตรงมา หากจะแปลประโยค I heard  John’s call. เป็นภาษาไทยโดยยึดตามโครงสร้างพื้นผิว หรือโครงสร้างทางไวยากรณ์ โดยไม่ลงลึกถึงโครงสร้างทางความหมาย จะแปลได้ว่า ฉันได้ยินการเรียกของจอห์น กับ ฉันได้ยินเสียงเรียกของจอห์น
ทั้งนี้จากการแปลคำว่า call ซึ่งเป็นคำนาม การเรียกหรือ เสียงเรียกซึ่งก็เป็นคำนามเช่นกัน คำแปลทั้งสองยังคงไม่เป็นธรรมชาติ แต่เมื่อพิจารณาลึกลงไปถึงโครงสร้างทางความหมายว่า มีสิ่งที่เกิดขึ้นสองอย่าง คือสองประพจน์ ดังนี้ จอห์นเรียก กับ ฉันได้ยิน ซึ่งผู้แปลจะถ่ายทอดความหมายให้สื่อออกมาในโครงสร้างพื้นผิวหรือโครงสร้างทางไวยากรณ์ที่ฟังแล้วเป็นธรรมชาติมากกว่าสองแบบแรกได้ว่า ฉันได้ยินจอห์นเรียก
ดังนั้น จึงเป็นเรื่องจำเป็นที่ผู้แปลจะต้องเข้าใจถึงความสัมพันธ์ที่มีได้หลากหลายรูปแบบระหว่างโครงสร้างทางไวยากรณ์กับโครงสร้างทางความหมาย เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความหมายในโครงสร้างพื้นผิวของภาษาฉบับแปลได้อย่างเป็นธรรมชาติมากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้และผู้แปลจะต้องเลือกโครงสร้างที่เหมาะสมเพื่อสื่อความหมายนั้น ๆ ออกมาอย่างเป็นธรรมชาติ

การเลือกโครงสร้างทางไวยากรณ์ในฉบับแปลที่เหมาะสมจะขึ้นอยู่กับความสอดคล้องกับโครงสร้างทางไวยากรณ์อื่น ๆ เช่นกัน ดังนั้นผู้แปลจะต้องปรับเปลี่ยนรูปภาษาให้สอดรับกันอย่างลงตัว เพื่อให้สามารถถ่ายทอดความหมายจากต้นฉบับมาเป็นคำแปลที่มีความเป็นธรรมชาติมากที่สุดในภาษาไทย

ไม่มีความคิดเห็น:

แสดงความคิดเห็น